บทที่ 3 พัฒนาการของเด็ก
เด็กเป็นวัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว วัยนี้มีการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอย่างรวดเร็วและแตกต่างกันไปในแต่ละวัย จากการศึกษาของ (Bloom อ้างถึงใน ฐานิต อิสรเสนา,2538,5) พบว่าการพัฒนาการทางงสติปัญญาของเด็กวัยแรกเกิดถึง 4 ปี เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาเป็น 50 เปอร์เซ็น เมื่ออายุ 8 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ พัฒนาและจะเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ ซึ่งวัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานของชีวิต ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะได้รับการตอบสนองขั้นพื้นฐาน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม เป็นอย่างดี
พัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานของร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างมีระบบต่อเนื่องกันตลอดชีวิตอันยาวนานของบุคคลและมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ
การเจริญเติบโต หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงในแง่ปริมาณของขนาดและจำนวนของเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
ความหมายที่แตกต่างของคำสองคำนี้นี้พอจะแยกได้ดังนี้
1.การเจริญเติบโตประกอบด้วยกระบวนการที่ทำให้ร่างกายเจริญงอกงามเพียงอย่างเดียวจะประกอบด้วยขบวนการ 2 ขบวนการ ดั้งนี้
1.ทำให้ร่างกายเจริญงอกงาม
2.ทำให้เสื่อมลง
2. การเจริญเติบโตจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านปริมาณ(quantitave) ส่วนพัฒนาการจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านปริมาณและการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพ(qualitive)
3. การเจริญเติบโตจะสิ้นสุดลงเมื่อบุคคลมีวุฒิภาวะทางด้านร่างกายแล้ว(ประมาณอายุ 21 ปี)
4. การเจริญเติบโตมักใช้เฉพาะกับการเจริญงอกงามทางด้านร่างกายและทางสมองเท่านั้น
ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการมี 4 ลักษณะ
1. การเปลี่ยนแปลงขนาด เป็นการเปลี่ยนแปลงของขนาดร่างกาย และลักษณะทางกายอื่นๆ เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง เป็นต้น
2. การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสัดส่วน หมายถึง สัดส่วนของอวัยวะต่างๆ แต่ละส่วนมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน
3. การมีลักษณะใหม่ๆเกิดขึ้น เช่นการพัฒนาของตัวออนในครรภ์มาารดาจะค่อยๆ มีลักษณะเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้น หลังจากปฎสนธิเป็นเวลา14 วัน
4. ลักษณะเดิมหายไป เช่น ต่อมไทมัส ขนอ่อน ฟันน้ำนม เป็นต้น
ประสาท อิสรปรีดา (2538,28)กล่าวถึงที่มาของพัฒนาการไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้
1.เกิดจากความเจริญงอกงามทางกาย
2.เกิดจากการเรียนรู้
3.เกิดจากผลร่วมระหว่างกระบวนการเจริญงอกงามทางกายและการเรียนรู้
องค์ประกอบของพัฒนาการ
องค์ประกอบของพัฒนาการ แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ ดังนี้
1.วุฒิภาวะ 2. การเรียนรู้
1. วุฒิภาวะ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุขั้นการเจริญเติบโตเต็มที่ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติอันเนื่องจากสภาพทางสรีรวิทยาในระยะใดระยะหนึ่งพร้อมที่จะแสดพฤติกรรมใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งใด้เหมาะสมกับวัยโดยเป็นไปตามลำดับขั้น เช่น คว่ำ คลาง นั่ง ยืน เดิน และพูด
2. การเรียนรู้ หมายถึง กระบวนกานเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรอันเป็นผลมาจากประสบการณ์ เช่น การฝึกหัด การเลียนแบบ การเรียนการสอน เป็นต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิภาวะและการเรียนรู้
พัฒนาการของบุคคลเป็นลักษณะระหว่างวุฒิภาวะและการเรียนรู้ซึ่งหมายความว่าพัฒนาการของบุคคลจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากขาดองคประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งไป เพราะเมื่อมีวุฒิภาวะแต่ไม่ได้รับการเรียนรู้ก็ย่อมไม่เกิดการพัฒนา ในทางตรงกันข้ามการเรียนรู้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าบุคคลยังไม่มีวุฒิภาวะ จึงอาจกล่าวได้ว่าวุฒิภาวะและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่เสริมซึ่งกันและกัน หมายถึง การฝึกหัดหรือการเรียนรู้เมื่อถึงวุฒิภาวะแล้วจะทำให้การเรียนรู้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิภาะกับการเรียนรู้ ดังนี้
1. ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิภาวะและการเรียนรู้ ทำให้กระบวนการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนแตกต่างกันออกไป และยังทำให้แบบแผนกาพัฒนาการของมนุษย์แตกต่างไปจากบรรดาสัตว์ทั้งหลายอีกด้วย
2. วุฒิภาวะจะกำหนดขอบเขตสูงสุดของพัฒนาการของบุคคล หมายถึงพัฒนาการของบุคคลไม่สามารถก้าวหน้าไปไกลกว่าลักษณะที่วุฒิภาวะกำหนดไว้ให้ได้ไม่ว่าจะใช้วิธีการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยมเพียงใดก็ตาม
3. มีบุคคลเป็นจำนวนมากที่สามารถพัฒนาถึงจุดที่วุฒิภาวะกำหนดไว้ให้ได้ ทั้งนี้เพราะได้เรียนรู้หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีประสิทธิภาพและคุณภาพเพียงพอ เช่น เด็กที่ฉลาดมากอาจจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำได้ถ้าหากได้รับการสอนที่ไม่ดีเทท่าที่ควร
4. บุคคลจะไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกว่าจะเกิดความพร้อม
หลักสำคัญของพัฒนาการ
พัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแต่ละประเภท มีความแตกต่างกันไปตามธรรมชาติแต่มีข้อเท็จจริงและหลักสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ที่เด่นๆ สรุปได้ดังนี้
1. พัฒนาการมีลักษณะเฉพาะเด่นชัดสามารถทำนายได้ คือ ลักษณะเฉพาะเด่นชัดแต่ละวัยว่าวัยไหนหรืออายุระดับใดมีพฤติกรรมอย่างไร เช่น เด็กอายุ 2-3 ปี จะซุกซนเพราะมีวุฒิภาวะทางกาย คือ การใช้กล้ามเนื้อขณะเดียวกันจิตใจก็ต้องการอิสระในการทดลองใช้กล้ามเนื้อทำกิจกรรมต่างๆ ตามวัย
2. ลักษณะของพัฒนาการจะมีทิศทางที่แน่นอน แบบแผนพัฒนาการของแต่ละบุคคลจะมีทิศทางของการเจริญเติบโตที่คล้ายคลึงกันกล่าวคือ พัฒนาการมีทิศทางเฉพาะแน่นอน 2 แบบ คือ
2.1. พัฒนาการจะเริ่มจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย (Proximonistal Direction) เช่น พัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อในการหยิบหรือจับวัตถุต่างๆ ในระยะแรกเด็กจะใช้ทั้งกำมือแบบหลวมๆ ได้ก่อนใช้นิ้วมือที่ละนิ้ว ต่อมาจึงพัฒนาการไปถึงการแยกใช้นิ้วมือแต่ละนิ้ว
2.2. พัฒนาการจะเริ่มจากส่วนบน(ศรีษะ)ลงสู่ล่าง (Dephalocaudal Direction) คือ ในระยะที่เด็กเกิดใหม่ ศรีษะจะพัมนาก่อนส่วนอื่นๆ แล้วจึงพัฒนาเป็นลำตัว แขน และขา ตามลำดับ
3. พัฒนาการเป็นแบบฉบับของตนตามลำดับขั้น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ใดก็ตามจะมีแบบแผนในการพัฒนาการเป้นแบบฉบับของตนเองไม่เหมือนกัน เช่น มนุษย์ตั้งแต่แรกปฏิสนธิจนกระทั้งคลอดออกมานั้นก็จะมีลักษณะของความเจริญงอกงาม และระยะเวลาแตกต่างไปจากสัตว์อื่นๆ ซึ่งจะเป็นไปตามขั้นตอน ได้แก่ คว่ำ คืบ คลาน นั่ง ตั้งไข่ ยืนเกาะสิ่งของแล้วเดิน จนกระทั้งเดินได้ในที่สุด
4. พัฒนาการเป็นกระบวนการต่อเนื่อง พัฒนาการในด้านต่างๆ ของร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา ตั้งแต่อยู่ภายในครรภ์ก็จะเริ่มเปลี่ยนสภาพไปเรื่อยๆ จนกระทังเป็นทารกที่สมบูรณ์แล้วจากทารกก็ย่างเข้าสู่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ แล้วก็วัยชราเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ
พัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานของร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างมีระบบต่อเนื่องกันตลอดชีวิตอันยาวนานของบุคคลและมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ
การเจริญเติบโต หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงในแง่ปริมาณของขนาดและจำนวนของเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
ความหมายที่แตกต่างของคำสองคำนี้นี้พอจะแยกได้ดังนี้
1.การเจริญเติบโตประกอบด้วยกระบวนการที่ทำให้ร่างกายเจริญงอกงามเพียงอย่างเดียวจะประกอบด้วยขบวนการ 2 ขบวนการ ดั้งนี้
1.ทำให้ร่างกายเจริญงอกงาม
2.ทำให้เสื่อมลง
2. การเจริญเติบโตจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านปริมาณ(quantitave) ส่วนพัฒนาการจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านปริมาณและการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพ(qualitive)
3. การเจริญเติบโตจะสิ้นสุดลงเมื่อบุคคลมีวุฒิภาวะทางด้านร่างกายแล้ว(ประมาณอายุ 21 ปี)
4. การเจริญเติบโตมักใช้เฉพาะกับการเจริญงอกงามทางด้านร่างกายและทางสมองเท่านั้น
ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการมี 4 ลักษณะ
1. การเปลี่ยนแปลงขนาด เป็นการเปลี่ยนแปลงของขนาดร่างกาย และลักษณะทางกายอื่นๆ เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง เป็นต้น
2. การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสัดส่วน หมายถึง สัดส่วนของอวัยวะต่างๆ แต่ละส่วนมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน
3. การมีลักษณะใหม่ๆเกิดขึ้น เช่นการพัฒนาของตัวออนในครรภ์มาารดาจะค่อยๆ มีลักษณะเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้น หลังจากปฎสนธิเป็นเวลา14 วัน
4. ลักษณะเดิมหายไป เช่น ต่อมไทมัส ขนอ่อน ฟันน้ำนม เป็นต้น
ประสาท อิสรปรีดา (2538,28)กล่าวถึงที่มาของพัฒนาการไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้
1.เกิดจากความเจริญงอกงามทางกาย
2.เกิดจากการเรียนรู้
3.เกิดจากผลร่วมระหว่างกระบวนการเจริญงอกงามทางกายและการเรียนรู้
องค์ประกอบของพัฒนาการ
องค์ประกอบของพัฒนาการ แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ ดังนี้
1.วุฒิภาวะ 2. การเรียนรู้
1. วุฒิภาวะ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุขั้นการเจริญเติบโตเต็มที่ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติอันเนื่องจากสภาพทางสรีรวิทยาในระยะใดระยะหนึ่งพร้อมที่จะแสดพฤติกรรมใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งใด้เหมาะสมกับวัยโดยเป็นไปตามลำดับขั้น เช่น คว่ำ คลาง นั่ง ยืน เดิน และพูด
2. การเรียนรู้ หมายถึง กระบวนกานเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรอันเป็นผลมาจากประสบการณ์ เช่น การฝึกหัด การเลียนแบบ การเรียนการสอน เป็นต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิภาวะและการเรียนรู้
พัฒนาการของบุคคลเป็นลักษณะระหว่างวุฒิภาวะและการเรียนรู้ซึ่งหมายความว่าพัฒนาการของบุคคลจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากขาดองคประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งไป เพราะเมื่อมีวุฒิภาวะแต่ไม่ได้รับการเรียนรู้ก็ย่อมไม่เกิดการพัฒนา ในทางตรงกันข้ามการเรียนรู้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าบุคคลยังไม่มีวุฒิภาวะ จึงอาจกล่าวได้ว่าวุฒิภาวะและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่เสริมซึ่งกันและกัน หมายถึง การฝึกหัดหรือการเรียนรู้เมื่อถึงวุฒิภาวะแล้วจะทำให้การเรียนรู้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิภาะกับการเรียนรู้ ดังนี้
1. ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิภาวะและการเรียนรู้ ทำให้กระบวนการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนแตกต่างกันออกไป และยังทำให้แบบแผนกาพัฒนาการของมนุษย์แตกต่างไปจากบรรดาสัตว์ทั้งหลายอีกด้วย
2. วุฒิภาวะจะกำหนดขอบเขตสูงสุดของพัฒนาการของบุคคล หมายถึงพัฒนาการของบุคคลไม่สามารถก้าวหน้าไปไกลกว่าลักษณะที่วุฒิภาวะกำหนดไว้ให้ได้ไม่ว่าจะใช้วิธีการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยมเพียงใดก็ตาม
3. มีบุคคลเป็นจำนวนมากที่สามารถพัฒนาถึงจุดที่วุฒิภาวะกำหนดไว้ให้ได้ ทั้งนี้เพราะได้เรียนรู้หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีประสิทธิภาพและคุณภาพเพียงพอ เช่น เด็กที่ฉลาดมากอาจจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำได้ถ้าหากได้รับการสอนที่ไม่ดีเทท่าที่ควร
4. บุคคลจะไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกว่าจะเกิดความพร้อม
หลักสำคัญของพัฒนาการ
พัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแต่ละประเภท มีความแตกต่างกันไปตามธรรมชาติแต่มีข้อเท็จจริงและหลักสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ที่เด่นๆ สรุปได้ดังนี้
1. พัฒนาการมีลักษณะเฉพาะเด่นชัดสามารถทำนายได้ คือ ลักษณะเฉพาะเด่นชัดแต่ละวัยว่าวัยไหนหรืออายุระดับใดมีพฤติกรรมอย่างไร เช่น เด็กอายุ 2-3 ปี จะซุกซนเพราะมีวุฒิภาวะทางกาย คือ การใช้กล้ามเนื้อขณะเดียวกันจิตใจก็ต้องการอิสระในการทดลองใช้กล้ามเนื้อทำกิจกรรมต่างๆ ตามวัย
2. ลักษณะของพัฒนาการจะมีทิศทางที่แน่นอน แบบแผนพัฒนาการของแต่ละบุคคลจะมีทิศทางของการเจริญเติบโตที่คล้ายคลึงกันกล่าวคือ พัฒนาการมีทิศทางเฉพาะแน่นอน 2 แบบ คือ
2.1. พัฒนาการจะเริ่มจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย (Proximonistal Direction) เช่น พัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อในการหยิบหรือจับวัตถุต่างๆ ในระยะแรกเด็กจะใช้ทั้งกำมือแบบหลวมๆ ได้ก่อนใช้นิ้วมือที่ละนิ้ว ต่อมาจึงพัฒนาการไปถึงการแยกใช้นิ้วมือแต่ละนิ้ว
2.2. พัฒนาการจะเริ่มจากส่วนบน(ศรีษะ)ลงสู่ล่าง (Dephalocaudal Direction) คือ ในระยะที่เด็กเกิดใหม่ ศรีษะจะพัมนาก่อนส่วนอื่นๆ แล้วจึงพัฒนาเป็นลำตัว แขน และขา ตามลำดับ
3. พัฒนาการเป็นแบบฉบับของตนตามลำดับขั้น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ใดก็ตามจะมีแบบแผนในการพัฒนาการเป้นแบบฉบับของตนเองไม่เหมือนกัน เช่น มนุษย์ตั้งแต่แรกปฏิสนธิจนกระทั้งคลอดออกมานั้นก็จะมีลักษณะของความเจริญงอกงาม และระยะเวลาแตกต่างไปจากสัตว์อื่นๆ ซึ่งจะเป็นไปตามขั้นตอน ได้แก่ คว่ำ คืบ คลาน นั่ง ตั้งไข่ ยืนเกาะสิ่งของแล้วเดิน จนกระทั้งเดินได้ในที่สุด
4. พัฒนาการเป็นกระบวนการต่อเนื่อง พัฒนาการในด้านต่างๆ ของร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา ตั้งแต่อยู่ภายในครรภ์ก็จะเริ่มเปลี่ยนสภาพไปเรื่อยๆ จนกระทังเป็นทารกที่สมบูรณ์แล้วจากทารกก็ย่างเข้าสู่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ แล้วก็วัยชราเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ
5. พัฒนาการในแต่ละส่วนของร่างกายจะมีอัตราที่แตกต่างกัน
พัฒนาการในแต่ละส่วนของร่างกายจะมีอัตราส่วนแตกต่างกัน
แต่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
ซึ่งหมายความว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่างๆ เช่น ขา แขน มือ ขนาดของลำตัว
ขนาดของศรีษะ ซึ่งอวัยวะภายนอกหรืออวัยวะภายใน เช่น ปอด ลำไส้ กระเพาะ
จะมีอัตราการเจริญงอกงามที่แตกต่างกัน
แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะเป็นไปอย่างใกล้ชิดสัมพันธ์กัน
6. พัฒนาการของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน
บุคคลแต่ละบุคคลจะมีแบบแผนพัฒนาการที่เหมือนกัน
แต่อย่างไรก็ตาจะมีความแตกต่างกันในความเร็วหรือเชื่องช้าในพัฒนาการแต่ละขั้นตามลักษณะของพันธุกรรมที่ได้รับแตกต่างกันไป
ปัจจัยที่มีผลต่อพัมนาการและการเจริญเติบโต
1.พันธุกรรม
พันธุกรรมมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตที่เห็นได้ทั้งในด้านปกติ เช่น
ความคล้ายคลึงกันในลักษณะความสูงระหว่างบิดามารดาและบุตร หรืออายุที่เด็กหยิงเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วหรือช้าตามอย่างมารดา
เป็นต้น และในด้านที่ผิดปกติ เช่น ตัวเตี้ย ตัวเล้ก
จากความผิดปกติของโครโมโซมหรือโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เป็นต้น
2.ภาวะแวดล้อม
ภาวะแวดล้อมมีความสำคัญตลอดระยะเวลาที่มีการเติบโตที่สำคัญ ได้แก่
2.1 ภาวะโภชนาการ
การขาดอาหารไวตามิน
หรือเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตจะมีผลต่อการเจริญเติบโตมากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของการขาดสารอาหารนั้นๆ
2.2 โรคต่างๆ
ถ้าไม่รุนแรงและเป็นระยะสั้น เช่น ท้องเสีย หวัด เด็กจะเจริญเติบโตได้ปกติ
โรคที่ไม่รุนแรกแต่เรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต อาจมีผลทางอ้อม คือ
ทำให้ภาวะโภชนาการและสุขอนามัยเสียไป
2.3 ฮอร์โมน ยา หรือสารบางชนิด ที่สำคัญดังนี้
2.3.1
ธัยรอยด์ฮอร์โมน
2.3.2 ฮอร์โมนการเจริยเติบโตจากต่อมพิทูอิตารี
2.3.3
ยาขับเลือด เฮโรอีน นิโคติน
ในปริมาณมากพอจะมีผลทำให้ทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตผิดปกติ
2.4 ฐานะเศรษฐกิจ อาจมีผลต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพอนามัยต่างๆ ในครอบครัว
2.5 สุขภาพจิต ถ้าจิตใจมีความเครียดมากหรือว้าเหว่
แม้ร่างกายจะได้รับแคลอรี่เพียงพอก็อาจทำให้เด็กเติบโตช้าได้
2.6 การฝึกและการสอนทางด้านภาษา
การจะช่วยฝึกให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาได้ดีนั้น
พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจะต้องพูดคุยกับเด็ก ร้องเพลงให้เด็กฟังบ่อยๆ
ตั้งแต่แรกเกิดเด็กจะได้ชินกับเสียงและเลียนแบบได้เหมือนพัฒนาการของเขาถึงลำดับขั้น
ลักษณะพัฒนาการของเด็กวัยต่างๆ
ลักษณะพัฒนาการเด้กวัยอนุบาล
(อายุ 3-6ปี)
พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กวัยนี้มีความก้าวหน้ามาก
ทั้งทางด้านรูปร่างโดยทั่วไปทั้งกล้ามเนื้อและกระดูก สรุปได้โดยทั่วไปดังนี้
1.เด็กวัยนี้สามารถที่จะบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดี
เดินได้อย่างคล่องแคล่ว และสามารถวิ่งและกระโดดได้ ดังนั้น
เด็กวัยนี้จะไม่ค่อยอยู่นิ่ง
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา
1.เด็กวัยอนุบาลเป็นวัยที่ใช้สัญลักษณ์ได้
สามารถที่จะใช้สัญลักษณ์แทนสิ่งของวัตถุและสถานที่ได้
2.เด้กวัยนี้สามารถที่จะวาดภาพพจน์ในใจได้ การใช้ความคิดคำนึงหรือการสร้างจินตนาการและการประดิษฐ์
เป็นลักษณะพิเศษของเด้กในวัยนี้
3.เด็กในวัยนี้เป้นวัยที่มีความตั้งใจที่ละอย่าง
หรือยังไม่มีความสามารถที่จะพิจารณาหลายๆอย่างผสมๆ กัน
4.ความเข้าใจของเด็กเกี่ยวกับการเปรียบเทียบน้ำหนัก ปริมาตร
และความยาวยังค่อนข้างสับสน
พัฒนาการทางบุคลิกภาพ
เด็กวัยนี้เป็นวัยที่นักจิตวิทยาพัฒนาการอีริกสัน(Erikson)
เรียกว่า เป็นวัยแห่งการเป็นผู้คิดริเริ่มการรู้สึกผิด (Initiative
vs Guilt) เป็นวัยที่เต็มไปด้วยพลังงานที่จะเริ่มงาน
มีความคิดริเริ่มที่จะทำสิ่งใหม่ๆ ชอบประกอบกิจกรรมต่างๆด้วยตนเองอย่างอิสระ
ผู้ใหญ่ เช่น บิดา มารดา หรือครูควรจะพยายามช่วยเหลือและสนับสนุนมากกว่าดุหรือห้าม
บันดูรา
อธิบายว่า ความแตกต่างของพฤติกรรมระหว่างเพศเกิดจากการเรียนรู้
โดยการสังเกตทุกสังคมตั้งความคาดหวังเกี่ยวกับพฤติกรรมของชายและหญิงไว้ต่างกัน
สำหรับโคลเบอร์ก กล่าวว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างเพสเกิดพร้อมๆกับการพัฒนาการทางระดับเชาวน์ปัญญา
โคลเบิรืกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
ระดับแรก เป็นระยะที่เด็กชายหญิงรู้อย่างชัดเจนว่า ตนเป็นชายหรือหญิง
เป็นต้น
ระดับที่ 2 เป็นระยะที่เข้าใจความคงตัว หรือคงที่ของเพศ
เช่น ถ้าเป็น ชาย ก็จะเป็นชายตลอด ผู้หญิง ก็เป็นผู้หญิงตลอด แลกเปลี่ยนกันไม่ได้
ระดับที่ 3 เป็นระยะที่เด็กหญิงและเด็กชายทราบว่า
ความแตกต่างระหว่างเพศเป็นสิ่งถาวร เปลี่ยนแปลงไม่ได้
โคลเบิร์ก กล่าวว่า
เด็กชายและหญิงจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างเพศอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อมีอายุราวๆ
6 ขวบ
พัฒนาการดด้านอารมณ์และสังคม
อารมณ์มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของเด็กทุกคน วัยเด็กเล็กเป็นระยะวิกฤตของพัฒนาการทางอารมณ์
การส่งเสริม และช่วยให้เด็กมีความสุข
มีความปิติเบิกบานจะเป็นรากฐานสำคัญในการปรับตัว เวลาที่เป็นผู้ใหญ่ อารมณ์ของเด็กวัยนี้มักจะเป็นไปอย่างเปิดเผย
การแสดงอารมณ์ของเด็กมักจะเกิดขึ้น อย่างปุกปักกะทันหัน แต่มักจะเปลี่ยนได้ง่าย
อารมณ์ของเด้กวัยนี้ที่พบโดยทั่วไปก็คือ ความกลัว ความวิตกกังวล ความโกรธ
ความอิจฉาริษยา เด็กวัยนี้ยังไม่มีการควบคุมอารมณ์
และมักจะเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับการควบคุม
พัฒนาการด้านสังคม หมายถึง
การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมวัยในระยะแรกของวัยอนุบาล
เด็กมักจะชอบเล่นคน
แต่เมื่อโตขึ้นจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้นจะมีการร่วมมือเป็นมิตร
และมีความเข้าใจในความรู้สึกของเพือนเพิ่มขึ้น
ลักษณะเด็กวัยประถมศึกษา(อายุ 6-12 ปี )
พัฒนาการทางร่างกาย
1.การเจริญเติบโตของร่างกายของเด็กวัยประถมศึกษา
จะช้ากว่าเด็กวัยอนุบาลโดยทั่วไป
เด็กจะมีรูปร่างสูงและค่อนข้างจะผอมลงกว่าวัยอนุบาล
2.ความแตกต่างบุคคลในความสูงและน้ำหนัก จะเห็นได้ชัดในวัยนี้
ถ้าหากครูสอนนักเรียนที่มาจากฐานะเศรษฐกิจและสังคมที่คล้ายคลึงกันมาก
แต่มีนักเรียนที่ตัวเล็กผิดปกติครูควรที่จะสอบถามเรื่องอาหารที่เด็กรับประทานอาหาร
3.เด็กหญิงที่มีการเจริญเติบโตทางร่างกายเร็วกว่าเพื่อนวัยเดียวกันมักจะมีปัญหาทางการปรับตัว
4.พัฒนาการของกล้ามเนื้อกระดูก และประสาทจะเพิ่มขึ้น
เด็กชายมีพัฒนาการของกล้ามเนื้อเร็วกว่าเด็กหญิง
การใช้ทักษะของการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกล้ามเนื้อใหญ่ๆ
ใช้การได้ดีเมื่อมีอายุประมาณ 7 ปี
5. การประสานระหว่างมือและตาของเด็กวัยนี้จะดีขึ้น
เด้กสามารถที่จะอ่าน เขียน และวาดรูปได้ดีขึ้น
6. เด้กวัยนี้บางที่จะมีกิจกรรมอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
และมักจะประกอบกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอยู่เสมอ
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา
พีอาเจต์ เรียกวัยประถมศึกษาว่า Concrete Operation สรุปได้ว่า
วัยนี้เด็กชายมีความสามารถคิดเหตุผลเชิงตรรกได้
สามารถที่จะรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ตามความเป็นจริง สามารถที่จะพิจารณา
เปรียบเทียบโดยใช้เกณฑ์หลายๆ อย่าง
พัฒนาการทางบุคลิกภาพ
ทฤษฏีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่จะนำมาอธิบายบุคลิกภาพของเด็กในวัยประถมที่มีอายุราวๆ
6-12 ปี เป็นวัยที่เก็บกดความต้องการทางเพศ
หรืออาจจะอธิบายว่าเป็นระยะที่ความต้องการทางเพศสงบลง
เด็กวัยนี้มักจะรวมกลุ่มกับเพื่อนเพสเดียวกัน เด้กชายจะเล่นกับเด้กชาย
เด้กหญิงจะเล่นกับเด็กหญิง เด้กวัยนี้จะมีมโนธรรม รู้จักอะไรผิดอะไรถูก
โดยใช้มาตรฐานจริยธรรมของผู้ใหญ่เป็นเกณฑ์
พัฒนาด้านอารมณ์และสังคม
พัฒนาการด้านอารมณ์
แม้ว่าเด็กประถมศึกษาจะเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ แต่ผู้ใหญ่ควรคำนึงถึงความแตกต่างกันมาก
เด็กบางคนยังมีความกลัวสัตว์ เช่น งู แม้ว่าจะเป็นงูที่ไม่มีพิษ กลัวความมืด
กลัวที่สูง กลัวฟ้าผ่า ฟ้าร้อง แต่สิ่งที่เด็กวัยนี้กลัวที่สุดก็คือ
กลัวว่าจะถูกล้อเพราะแตกต่างกับเพือน
เด็กวัยนี้ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเรียน กลัวว่าจะสอบไม่ได้
จะถูกทำโทษหรือกลัวว่าเพือนจะไม่ชอบ
นอกจากอารมณ์ต่างๆ
ดังกล่าว เด้กวัยนี้เป็นวัยที่เต็มไปด้วยความร่าเริงปิติเบิกบาน
เด็กจะสนุกในการเล่น จากการที่ประสบความสำเร็จในกิจกรรมที่ทำ
ทั้งทางด้านการเรียนและในการเล่นเกมต่างๆ ข้อสำคัญที่สุด เด็กจะต้องประสบความสำเร็จ
รู้ว่าตนมีสมรรถภาพ
พัฒนาการด้านสังคม
เด็กวัยนี้จะมีสังคมพิเศษเฉพาะของเด็ก เด็กมักจะรวมกลุ่มตามเพศ การเล่นเกมต่างๆ
ก็มักจะแบ่งตามเพศ
เพือนจะมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทัศนคติและค่านิยมของเด็กวัยนี้ เด็กที่สามรถปรับตัวเข้ากับเพือนๆ
ในวัยนี้จะไม่มีปัญหาในการปรับตัวเวลาที่เป็นผู้ใหญ่ สำหรับเด็กที่มีปัญหาคสรจะได้รับความช่วยเหลือจากครู
การใช้สังคมมติจะช่วยให้ครูทราบว่า
ใครเป็นคนที่เพือนรักหรือชอบมากและใครบ้างที่เพือนไม่ชอบ
เด็กที่ถูกทุกคนไม่ยอมรับเป็นเพือนมักจะมีปัญหาด้านความประพฤติ
ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขการช่วยเหลือของครูจึงจำเป็นมาก
เด็กวัยประถมศึกษาเป็นวัยที่เริ่มที่จะใช้เวลาส่วนมากอยู่กับเพื่อน
และเริ่มเรียนรู้ที่จะไห้ความร่วมมือ รู้จักให้และรับ
เด็กจะใช้เวลากับเพื่อนร่วมวัยมากขึ้น เพื่อนร่วมวัยเป็น Socialization
Agent ที่สำคัญ เด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ จากเพื่อน
เพื่อนเป็นผู้ที่ให้แรงเสริม ขณะเดียวกันจะเป็นผู้ประเมินพฤติกรรมให้คำติชม
ดังนั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนจึงสำคัญมาก
ลักษณะเด็กวัยมัธยมศึกษาหรือวัยรุ่น (12-18 ปี)
พัฒนาการทางร่างกาย
พัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว
จนทำให้เด้กวัยรุ่นเองตระหนักในการเปลี่ยนแปลง และมีความวิตกกังวล ดังนั้น
ทั้งผู้ปกครองและครูควรจะเตรียมเด็กได้เข้าสู่วัยรุ่นอย่างราบรื่น โดยมีพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัยนี้มีดังต่อไปนี้
1.วัยรุ่นจะเริ่มต้นมีการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย
มีการเปลี่ยนแปลงทางความสูงและน้ำหนักอย่างรวดเร็วมาก (Growth Spurt)
2.การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะสืบพันธ์ ก็จะเริ่มในวัยแรกรุ่น(Puberty)เนื่องจากฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตที่ต่อมพิทูอิทารี(Pituitary
Gland) หรือต่อมใต้สมองได้สร้างขึ้น
3.การเปลี่ยนแปลงทุติทางเพศ (Secondary Sex Characteristics) จะปรากฏเป็นระยะแตกเนื้อหนุ่มสาว
4. อัตราการเจริญเติบโตของส่วนต่างๆของร่างกาย
อาจจะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันหรือเวลาเดียวกัน
5.เด็กหญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างรวดเร็วสุดยอดราวๆ 12 ปี ส่วนเด็กชายจะมีระยะสุดยอดของการเจริญเติบโตราวๆ 14 ปี หลังจากนั้นการเจริญเติบโตจะเริ่มช้าลง
แต่ทั้งชายและหญิงจะยังคงเจริญเติบโตต่อไป ทั้งทางด้านความสูงและน้ำหนัก
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา
เนื่องจากเด็กวัยรุ่นสามารถที่จะคิดสิ่งที่เป้นนามธรรมได้
เด็กวัยนี้จึงมีความสนใจในปรัซญาชีวิต ศาสนา
สามารถที่จะใช้เหตุผลเป็นหลักในการตัดสินใจ
สามารถคิดเหตุผลได้ทั้งอนุมานและอุปมานและจะมีหลักการ เหตุผลของตนเองเกี่ยวกับความยุติธรรม
ความเสมอภาค และมนุษยธรรม การสอนเด็กวัยรุ่นควรท้าทายให้เด้กรู้จักคิด
พัฒนาการทางบุคลิกภาพ
เด้กวัยนี้เป็นวัยที่สนใจในตนเอง อยากรู้ว่าตนคือใคร ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้อยาก
เด็กวัยรุ่นจะต้องมีความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและยอมรับ
และจะต้องมีความเข้าใจบทบาทของตนในสังคม และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ถ้าเด็กวัยนี้สามารถที่จะตอบคำถามว่าตนคือใคร ก็จะไม่มีปัญหาในการปรับตัว
จะมีความคิดเป็นของตนเอง และไม่ตามอย่างเพื่อนในทางที่ผิด นอกจากนี้
จะมีจุดประสงค์ของชีวิตที่แน่นอนเกี่ยวกับอาชีพ
พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม
อารมณ์ของเด้กวัยรุ่น
ค่อนข้างจะรุ่นแรงและเปลี่ยนแปลงง่าย ความตึงเครียดของอารมณ์เด็กวัยรุ่น
บางครั้งจะเนื่องมาจากการปรับตัวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ความไม่ชอบหรือไม่พอใจในการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการทางอารมณ์ของวัยรุ่น
มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางร่างกาย ถ้าเด็กวัยรุ่นมีวุฒิภาวะเกี่ยวกับการพัฒนาการทางร่างกายเร็ว
จะช่วยพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมให้เร็วขึ้นด้วย (Kagan,1964) เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยที่ค่อนข้างจะเอาตัวเองเป้นศูนย์กลางเหมือนวัยอนุบาล
แต่แตกต่างกันโดยที่วัยอนุบาลไม่ได้คำนึงถึงว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร
ส่วนวัยรุ่นมักจะเป็นห่วงว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรโดยเฉพาะเพื่อนร่วมวัย
เด้กวัยรุ่นที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัว มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต
เด็กวัยรุ่นทั้งหญิงชายมีความต้องการที่จะทำอะไรทุกอย่างเหมือนเพื่อนร่วมวัย
ตั้งแต่การแต่งตัว ความประพฤติ การใช้ภาษา
รวมทั้งความเชื่อและค่านิยมการคบเพื่อนวัยนี้จึงมีความสำคัญมาก
ผู้ปกครองควรจะพยายามให้คำแนะนำโดยชี้แจ้งให้เด็กวัยนี้คิดว่า การคบเพื่อนที่ดีมีความสำคัญอย่างไร
พร้อมอธิบายอันตรายของการคบเพื่อนที่ไม่ดี
ทางโรงเรียนก็ควรจะส่งเสริมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด้กวัยนี้ได้ทำงานร่วมกัน
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้บทบาทที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต